News Update

News in Asia

รีวิวหนัง: NE ZHA นาจา : เธอทำให้ฉันรู้สึกฟินเหมือนตอนดู 9 ศาสตราอีกครั้ง

Published / by admin

รีวิวหนัง: NE ZHA นาจา : เธอทำให้ฉันรู้สึกฟินเหมือนตอนดู 9 ศาสตราอีกครั้ง เรื่องย่อ เมื่อพลังแห่งสวรรค์ และโลกได้ให้กำเนิดไข่มุกพลังวัตรที่หลอมรวมพลังมหาศาลไว้ด้วยกัน “หยวนสือเทียนจุน” เทพผู้เป็นใหญ่ที่สุดในสวรรค์จึงสกัดไข่มุกนั้นออกเป็นสองลูก ลูกหนึ่งกลายเป็นไข่มุกสวรรค์

ส่วนอีกลูกเป็นโอสถปีศาจ ก่อนจะนำพวกมันไปเก็บไว้ในบัววิเศษเจ็ดสี ไข่มุกสวรรค์ถูกกำหนดให้จุติเป็นมนุษย์ที่จะมีส่วนในการก่อตั้งราชวงศ์โจว ในขณะที่โอสถปีศาจถูกลิขิตให้จุติเป็นปีศาจร้ายที่จะมาทำลายล้างโลก เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น หยวนสือเทียนจุน จึงได้ร่ายคาถาฟ้าพิโรธใส่โอสถปีศาจเพื่อให้มันถูกทำลายภายในเวลาสามปี “เทพไท่อี่” ได้รับบัญชาให้นำไข่มุกสวรรค์ไปจุติในครอบครัวของ “แม่ทัพหลี่จิ้ง” เพื่อให้กำเนิดบุตรขึ้นมาและตั้งชื่อว่า “นาจา” แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อพญามังกรได้สลับไข่มุกสวรรค์กับโอสถปีศาจ นาจา จึงถือกำเนิดขึ้นมาด้วยพลังโอสถปีศาจ จากลิขิตสวรรค์ที่จะต้องเกิดมาเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ กลับกลายเป็นพญามารผู้ที่จะมาก่อภัยพิบัติขึ้นซะเอง นาจาจะฝ่าฟันต่อชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้อย่างไร และจะพบจุดจบแบบไหน ศึกแห่งชะตากรรมครั้งนี้ได้ระเบิดขึ้นแล้ว!!!

นี่คือแอนิเมชันฟอร์มยักษ์จากประเทศจีนที่ทำรายได้ทั่วโลกไปกว่า 700 ล้านเหรียญ และอยู่อันดับ 9 หนัง​ทำเงินทั่วโลกสูงสุดของปีนี้! แค่คำโปรยของหนังก็ยั่วต่อมกิเลสนักดูแอนิเมชันอย่างเราได้มากทีเดียว และในข้อเท็จจริงก็ต้องยอมรับว่าหนังประสบความสำเร็จแบบถล่มทลายในบ้านเกิดจริง ๆ จนขึ้นแท่นหนังแอนิเมชันที่ทำรายได้สูงที่สุดตลอดกาลของจีนเรียบร้อย

และควรหมุดข้อสำคัญไว้ด้วยว่านี่คือหนังจากผู้กำกับหน้าใหม่ที่เพิ่งทำแอนิเมชันขนาดยาวเรื่องแรกเท่านั้นเอง ซึ่งคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตาและอุปสรรคในการทำแอนิเมชันในจีนอย่าง เจี่ยวจือ นี่เองล่ะ คือที่มาและที่ไปของหนังเรื่องนี้เพราะพี่แกทั้งกำกับ และเขียนบทจากชีวิตตัวเอง และความสำเร็จสูงสุดคงเป็นการที่เขาสามารถดึงผู้คนมากมายในอุตสาหกรรมบันเทิงจีนมาร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ แอนิเมชัน 3D เรื่องแรกของจีนที่ทำฟอร์แมตสำหรับ IMAX ได้สำเร็จ แม้จะต้องใช้เวลาผลิตยาวนานถึง 5 ปี และใช้ทีมงานกว่า 1,600 ชีวิต สตูดิโอกว่า 20 แห่ง จากทั่วทุกส่วนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ก็ตาม

ต้องบอกว่าก่อนชมหนังก็แอบปรามาสไว้พอสมควร ไม่ได้รังเกียจรังงอนตัวหนังอะไรหรอก แต่หลังจากชมหนังบันเทิงจ๋าจากจีนแผ่นดินใหญ่ (ยิ่งโปรแกรมหนังตรุษจีนด้วยแล้ว) มาหลายต่อหลายเรื่องก็พบว่าหนังจีนบันเทิงมีโครงสร้างการเล่าเรื่องที่ไม่คุ้นชินเอาเสียจริง ๆ กราฟอารมณ์ที่ไม่รู้ว่าจะเอาไงดี สนุกมั้ยก็สนุกล่ะ แต่ก็น้ำเยอะ ไอ้ครั้นพอจะรวบรัดตัดความก็รวบเสียจนขาดอรรถรส ยิ่งหน้าตาการออกแบบตัวเอกอย่าง นาจา ที่เห็นในสื่อโปรโมตด้วยแล้ว ก็ได้แต่กุมขมับว่าคาแรกเตอร์แสบหน้าเซี้ยวแบบนี้จะทำเราหลงรักลงได้อย่างไร แต่พอได้ดูหนังจริงก็ต้องขอตบปากตัวเองและขอชื่นชมหนังเป็นส่วนใหญ่เลยว่าทำได้ดีเกินคาดไปมาก เทียบความรู้สึกตัวเองก็คล้ายตอนที่รู้สึกว่าคนไทยเองก็เจ๋งที่ทำหนังแอนิเมชันอย่าง 9 ศาสตรา ออกมาวัดระดับโลกได้ไม่อายใคร กับเรื่องนาจานี่ก็เชื่อว่าคนจีนเองก็ภูมิใจได้ไม่น้อยเลยล่ะ

ส่วนที่ชอบมาก ๆ ของหนังคือปรัชญาที่แฝงไว้ตลอดเรื่อง ถ้านิยามนาจาว่าคืออะไร เขาคือตัวแทนของคนที่เลือกเกิดไม่ได้ เลือกให้ใครจะมารักก็ไม่ได้ ทำดีไม่ขึ้นคนไม่เห็นค่า แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่ย่อท้อและพิสูจน์ตนเองว่าชะตาฟ้าลิขิตหรือจะสู้มานะคน ซึ่งเรื่องนี้ เจี่ยวจือ ผู้กำกับบอกว่ามันคือชีวิตของเขาเลยทีเดียว และเขาเองก็จับคัมภีร์เฟิงเชิงหยานหยี่ที่เล่ากำเนิดเทพเจ้าจีนตนนี้มาถ่ายทอดผสมแนวคิดของเขาได้ลงตัวมาก เป็นเรื่องราวแปลกใหม่ที่เราไม่เคยรับรู้มาก่อนแน่ แค่วางหมากแรกก็ถูกต้องมาก ๆ แล้ว ในการที่เลือกเล่าจุดกำเนิดของนาจาว่า เป็นพลังอันแปรปรวนที่รับพลังจากสวรรค์และโลกอย่างยาวนานจนมีชีวิตจิตใจ เมื่อถูกเทพสูงสุดกำราบกลายเป็นดวงจิตสองดวงคือ ไข่มุกสวรรค์ และไข่มุกมาร เทพเจ้าสูงสุดดำริให้ศิษย์ของตนนำไข่มุกสวรรค์ไปเกิดในครรภ์ของผู้มีบุญคือภรรยาแม่ทัพหลี่จิ้ง และลงคำสาปไข่มุกมารไว้ให้ถูกอสนีบาตทำลายใน 3 ปี แต่เรื่องราวก็ผิดพลาดเมื่อไข่มุกถูกสับเปลี่ยนโดยศิษย์ชั่วอีกคนหนึ่งของเทพสูงสุด ทำให้ไข่มุกมารไปเกิดในท้องของภรรยาแม่ทัพหลี่จิ้งจนชาวบ้านต่างหวาดกลัว ขณะที่ศิษย์ชั่วก็นำไข่มุกสวรรค์ไปมอบให้ราชามังกรเพื่อกำเนิดบุตรที่มีคุณสมบัติเป็นเทพบนฟ้า พ้นชะตากรรมสัตว์อสูรใต้ภิภพเช่นเดียวกับเผ่ามังกรทั้งหลายเสียที

ศึกโชคชะตาของเดียรัจฉานที่เกิดจากพลังสวรรค์ (เอ๋าปิ่ง) กับเทพที่เกิดจากพลังอสูร (นาจา)

คือมันคมคายแต่ต้น ที่เหลือจึงเป็นโครงสร้างที่เอาอยู่และพัฒนาตัวละครกับเนื้อเรื่องไปได้อย่างน่าสนใจ ทั้งความรักของบิดาที่ต้องการให้ลูกมีความสุข อย่างแม่ทัพหลี่จิ้งที่ขึ้นไปบนสวรรค์เพื่อขอร้องเทพสูงสุดให้ปลดคำสาปอสนีบาตที่ลงไว้แก่นาจา หรือแม้แต่ราชามังกรที่ทำลงไปก็เพื่อให้บุตรชายนาม เอ๋าปิ่ง ไม่ตกใต้ชะตาเดียวกันกับตน และปัญหาของเรื่องนี้ทั้งหมดก็มาจากชะตากำหนดนั่นล่ะ มันดูเป็นศัตรูที่แกร่งกล้าเหลือคณาจนเราอดเอาใจช่วยทั้งตัวดีตัวร้ายไม่ได้เลย ทุกตัวละครมีเหตุผลมีมิติในการกระทำจนเกลียดใครไม่ลง และเผลอน้ำตาไหลไม่รู้ตัวในตอนท้ายทีเดียว (ขนาดมุกกระชากน้ำตาก็ยังเล่นกับคำว่า โชคชะตา ได้อย่างน่าชื่นชมครับ เสียดายพูดไปจะสปอยล์ ไปชมเองดีกว่า)

หรือนาจาจะต้องตายด้วยอสนีบาตจากบาปกำเนิดที่ตนไม่ได้ก่อ

นอกจังหวะซึ้ง หนังก็ยังมีจังหวะการเล่ามุกตลกสอดแทรกได้สนุกมาก บางฉากคือฮาขำกลิ้งจริง ๆ ขนาดว่าสู้ ๆ กันซีเรียส ๆ อยู่นะ (ฮา) ต้องชื่นชมคนเขียนบทจริง ๆ และต้องชื่นชมวิสัยทัศน์ผู้นำเข้าหนังเรื่องนี้ด้วยที่ตัดสินใจถูกต้องในการใช้ทีมพากย์มืออาชีพและมองออกว่าหนังมันสนุกในตัวเองได้มากพอแล้ว โดยไม่ต้องใช้ทีมเสริมฮาอย่างทีมพันธมิตรมาพากย์เพิ่มให้เสียมู้ดหนังอีก ต้องยอมรับว่าแรก ๆ ก็อยากเห็นว่าถ้าได้ทีมพันธมิตรพากย์แบบหนังฮ่องกงฮา ๆ เลยน่าจะเหมาะกับหนังมากเหมือนกัน แต่พอดู ๆ ไป ก็คิดตรงกันครับว่าไม่ควรแล้ว เพราะหนังเอาอยู่พอแล้ว

ส่วนที่ชอบรองลงมาคือโพรดักชันแอนิเมชันสามมิติเรื่องนี้ สร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้กับศิลปะจีนร่วมสมัยได้ดี แม้จะอิงกับศิลป์โบราณตามความเชื่อ แต่ก็ใส่ความเป็นยุคปัจจุบันลงไปได้เท่ไม่หยอกทีเดียว ฉากโลกในภาพเขียนสวยมาก แสดงความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ออกมามากมายทีเดียว และฉากโชว์ช่วงสุดท้ายของหนังก็ตื่นตาตื่นใจแปลงร่างระเบิดพลังได้ทรงพลัง โดยรวมเป็นการผสานการทำงานขนาดทีมใหญ่ที่มีทิศทางชัดเจน และน่าชื่นชมในการจัดการ ภาพ มุมกล้อง จังหวะตัดต่อ และที่ช่วยเกื้อหนุนมาก ๆ อีกหนึ่ง คือดนตรีสุดอลังการ รวมส่วนผสมที่ลงตัวทั้งหมดทั้งมวลคือความสำเร็จของหนังเรื่องนี้ได้อย่างดี

มาถึงส่วนที่ไม่ชอบ ก็ไม่ใช่ว่าหนังมันสมบูรณ์แบบหรอก ดีไม่ดีให้หนังอย่าง 9 ศาสตรา คุณภาพดีกว่าในแง่รายละเอียดโดยรวมเสียด้วยซ้ำ เพราะหนังนาจาเองก็มีหลายฉากที่เรารู้สึกเหงาเกินไป คือฉากเมืองหน้าด่านเฉินถังได้ชื่อว่ามีผู้คนอยู่อาศัยทำมาหากินมากแต่หนังกลับนำเสนอได้น้อยไปเสียหน่อยจนขาดความสมจริง ฉากออกแบบยิ่งใหญ่จริง บ้านก็ใหญ่ เมืองก็กว้าง ถนนหนทางไม่ต้องบอกกว้างยาวหลายเลน แต่กลับโล่งโจ้งด้วยตัวละครในฉากบางฉาก นอกจากนี้การแอนิเมตตัวละครประกอบบางช่วงก็ดูไม่ค่อยเนียนตาเท่าไหร่ เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ถ้าใส่ใจและมีเวลาพิถีพิถันมากขึ้นจะได้งานที่ดูอิ่มดูเต็มในทุกฉากกว่านี้ครับ